พระติสสะตั๋วเน่า เทศน์โดย ตุ๊เจ้าชิน วัดโชติวรรณ บ้านโซ้ พะเยา

926

เรื่องพระปูติคัตตติสสเถระ พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่พระเชตวัน ทรงปรารภพระเถระชื่อ ปูติคัตตติสสเถระ ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 41 นี้ พระติสสเถระ เมื่อรับพระกัมมัฏฐานจากพระศาสดาแล้ว ก็ได้ขยันหมั่นเพียรปฏิบัติพระกัมมัฏฐานนั้น และได้เป็นโรคชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นตุ่มพุพองทั่วร่างกาย ตุ่มนั้นได้ขยายโตขึ้นๆ แต่แรกเท่าเมล็ดถั่วเขียว โตขึ้นมาหน่อยเท่าเมล็ดถั่วดำ ขยายเท่าเมล็ดกระเบา ขยายเท่าผลมะขามป้อม และขยายเท่าผลมะตูม จนกระทั่งแตก ทั้งผ้าสบงและจีวรเลอะเทอะไปด้วยน้ำเหลืองและน้ำหนอง และทั่วทั้งร่างกายเน่าเฟะ เพราะฉะนั้นท่านจึงมีชื่อว่า พระปูติคัตตติสสะเถระ (พระติสสเถระผู้มีกายเน่า) เมื่อพระศาสดาตรวจดูสัตว์โลกด้วยข่ายคือพระญาณพิเศษของพระองค์ พระเถระนี้ก็ได้มาปรากฏอยู่ในข่ายนั้น พระศาสดาทรงเห็นศักยภาพที่จะบรรลุพระอรหัตตผลของพระเถระ ทรงดำริว่า “ภิกษุนี้ถูกพวกสัทธิวิหาริกเป็นต้นทอดทิ้งแล้ว บัดนี้ เธอยกเว้นเราเสีย ก็ไม่มีที่พึ่งอื่น” ดังนั้นพระองค์จึงเสด็จไปสู่โรงไฟที่อยู่ใกล้กับที่ที่พระเถระนอนป่วยอยู่นั้น ทรงล้างหม้อ ใส่น้ำ ยกตั้งบนเตา เมื่อทรงรอให้น้ำร้อนได้ประทับยืนในโรงไฟนั่นเอง เมื่อน้ำเดือดแล้วพระองค์ก็ได้ยกหม้อน้ำไปยังเตียงที่พระเถระนั้นนอนอยู่ ในช่วงนี้เองที่บรรดาสัทธิวิหาริกของพระเถระได้พากันมายืนล้อมวงพระเถระแล้วช่วยกันหามพระเถระไปที่โรงไฟ จากนั้นพระศาสดาก็ได้ทรงรดร่างกายของพระเถระนั้นด้วยน้ำอุ่น ทรงถูร่างกายให้ ขณะที่ทรงอาบน้ำให้พระเถระอยู่นั้น ทรงรับสั่งให้ให้นำสบงและจีวรของพระเถระไปซักตาก หลังจากอาบน้ำเสร็จและนำสบงจีวรมาเปลี่ยนให้ใหม่แล้ว พระเถระก็มีร่างกายสดชื่น มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว นอนอยู่บนเตียง พระศาสดาไปประทับยืนอยู่เหนือหัวเตียงของพระเถระ ตรัสกะพระเถระว่า ร่างกายเมื่อปราศจากวิญญาณ ก็จะไร้ประโยชน์นอนอยู่บนพื้นดิน เหมือนท่อนไม้ จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 41 ว่า อจิรํ วตยัง กาโย ปฐวึ อธิเสสฺสติ ฉุฑโฑ อเปตวิญญาโณ นิรตฺถํ ว กลิงครํ ฯ อีกไม่นานหนอ ร่างกายนี้ จักนอนทับถมแผ่นดิน ปราศจากวิญญาณ ถูกทอดทิ้งไว้ ราวกับท่อนไม้ ไม่มีประโยชน์. เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง พระติสสเถระก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ส่วนชนเป็นอันมากก็ได้บรรลุพระอริยผล มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น ฝ่ายพระเถระบรรลุพระอรหัตผลแล้วก็ปรินิพพานในเวลาต่อมา พระศาสดาโปรดให้ทำการฌาปนกิจศพของท่าน ทรงเก็บอัฐิธาตุแล้วโปรดให้ทำเจดีย์ไว้.