วัดพระธาตุแสงแก้วมงคล ผลงานของครูบาเจ้าอานันท์ พุทธธัมโม

901

ประวัติเดิมของวัด

          วัดพระธาตุแสงแก้วมงคล สร้างเมื่อ พ.ศ.2475 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 48 ไร่ เดิมเป็นพุธสถาน อันประกอบด้วยพระเจดีย์พระวิหาร ซึ่งมีซากปรังหักพังเหลือเพียงฐานอิฐซากวิหาร ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ทางทิศตะวันออกของตัวอำเภอดอกคำใต้ในปัจจุบันและมีสันเขาใหญ่ทอดยาวโอบล้อม รอบทุกด้านดุจกำแพงธรรมชาติ เป็นโบราณสถานที่มีอายุอยู่ระหว่างยุคของพ่อขุนรามงำเมืองกับพญาธุทธิเจียง ราว๕๐๐-๗๐๐ปีมาแล้ว ประมาณปีพ.ศ.๑๘๔๙-๒๐๔๙ โดยอาศัยหลักฐานเทียบเคียงจาก ก้อนอิฐ เหล็กลิ่ม และเครื่องถ้วยชาม ไหสังคโลก จากวัดใกล้เคียงที่มีหลักฐานศิลาจารึก ในยุคสมัยนั้นถือว่าความเจริญรุ่งเรือง ของพระพุธศาสนาคือวิวัฒนาการความเจริญของบ้านเมือง ฉะนั้นในยุคที่บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข จึงปรกฏมีหลักฐานทางพระพุธศาสนามากมาย เช่นวัดวาอารามเจดียสถาน ดังนั้นความสำคัญของบ้านเมืองสังคมความเจริญผู้คนจึงถือจุดรวมศูนย์กลางอยู่ ที่ศาสนาและวัฒนธรรม และความศรัทธาปสาทะทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ มโนธรรมสะท้อนภาพจิตวิญญาณอันสูงส่งต่อพระพุธศาสนา ทั่วทุกหัวระแหงจึงมีแต่โบสถ์ วิหารเจดีย์ วัดวาอารามอยู่ดาษดื่นทั่วไปที่มาของวัดพระธาตุแสงแก้วมงคลมงคลแต่ก่อนนั้น ก็ล่มสลายไปตามกาลเวลาต่อมาก็เลือนลางถูกธรรมชาติ ต้นไม้ เครือเขาขึ้นปกคลุมเหลือทิ้งไว้แต่สิ่งก่อสร้างที่ปรักหักพังคือร่องรอยแห่ง ความเจริญของพระพุธศาสนาที่บรรพบุรุษบูรพาจารย์ได้รังสรรค์ประติมากรรม ศิลปกรรมแห่งประวัติศาสตร์ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาและค้นคว้า



จุดเริ่มบูรณะการสร้างวัด

          ก่อนที่จะมาปฏิสังขรณ์สร่างเป็นวัดขึ้น ประมาณปีพ.ศ.๒๔๖๖ พุธสถานแห่งนี้ได้รกร้างอยู่ท่ามกลางป่าเขา ต่อมามีชาวบ้านมาอาศัยทำสวนไร่นาไม่ห่างจากวัดเท่าไร ในยามคำคืนชาวบ้านจะเห็นฉัพพรรณรังสีเป็นรัศมีจากองค์พระธาตุเจดีโบราณขึ้น อย่างสวยงามจึงเป็นที่มาของชื่อวัด สมัยเมื่อครูบาเจ้าศรีวิชัยนักบุญแห่งล้านนาไทยได้จาริกแสวงบุญมายังถิ่นนี้ ก็เคยแวะพักผ่อนให้ศิลให้พรชาวบ้านเป็นที่ประทับใจ จนชาวบ้านบางคนอยู่ปฏิบัติถือศิลกินเจเหมือนฤาษีโยคีอยู่พักใหญ่ หลังจากนั้นก็มีพระเณรมาพำนักอยู่บางคราวห่างกันราว๑๐กว่าปี เป็นที่สังเกตสถานที่แห่งนี้พระเณรผู้มาอยู่ทุกครั้งจะต้องกินเจฉันมื้อ เดียว ต่อมาได้มีครอบครัว คุณพ่ออินปั๋น ปินใจ ได้มาอยู่บริเวณใกล้วัดร้างแห่งนี้แผ้วถางที่ทำพืชไร่และได้ปรับพื้นที่บน วัดจนหมดเกลี้ยง อยากจะบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุเจดีย์ขึ้นมาใหม่เพื่อรักษาโบราณสถานก็มา พ้องกันพอดี ในช่วงนั้นสามเณรอานันท์ ฟองแก้ว ได้กลับจากสวนโมกขพลารามอำเภอชัยยา จังหวัดสุราษธานี ได้มาบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ตรงหอบูรพาจารย์และพึ่งอุปสมบทได้๓พรรษา อายุขณะนั้น ๒๖ปีขณะเดียวกันที่ คุณพ่ออินปั๋น ปินใจ ได้นิมนต์พระอานันท์ พุทธธัมโม ให้เป็นประธานบูรณะก่อสร้างองค์พระธาตุเจดีย์โดยสร้างครอบองค์เดิมและได้ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุวัตถุมงคลมากมาย พร้อมกันนี้ได้ปรึกษาการตั้งชื่อวัดใหม่ โดยถือเอาศุภนิมิตที่ชาวบ้านเห็นฉัพพรรณรังสีรัศมีขององค์พระสารีริกธาตุจน เป็นที่โจษขานอยู่เวลานั้นเป็นสำคัญตั้งชื่อว่า วัดพระธาตุแสงแก้วมงคล

ข้อมูล/ภาพ : เทศบาลตำบลสันโค้ง

ภาพ/ bychaiwat